มิติใหม่ของการนำคอลลาเจนมาใช้ประโยชน์

679 จำนวนผู้เข้าชม  |  บทความ

มิติใหม่ของการนำคอลลาเจนมาใช้ประโยชน์

 มิติใหม่ของการนำคอลลาเจนมาใช้ประโยชน์

          คอลลาเจน ก็คือโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีส่วนประกอบเป็นกรดอะมิโน ชนิดที่แตกต่างจากโปรตีนอื่นๆ ของร่างกาย มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก ซึ่งหมายถึง “กาว” โดยคนในยุคนั้นนิยมนำหนังสัตว์ไปเคี่ยว เพื่อให้ได้กาวเหนียวๆนี้มาใช้งาน

          คอลลาเจน  เป็นโปรตีนธรรมชาติในร่างกาย มีสารสำคัญ 2 ชนิด คือ โปรติโอไกลแคน (proteoglycan) และ ไกลโคสะมิโนไกลแคน  (glycosamionglycans) จัดเป็นโปรตีนเนื้อเยื่อเส้นใยชนิดหนึ่งที่มีความยืดหยุ่น เรียกว่า เส้นใยอีลาสติก (elastic fiber) ซึ่งประกอบไปด้วยกรดอะมิโนหลายชนิดที่สำคัญ ได้แก่ ไกลซีน โพรลีน (glycene prolene) และ ไฮดรอกซีโพรลีน(hydroxyprolene) ที่มีความสำคัญยิ่งต่ออวัยวะต่างๆ ในร่างกายมากมาย เช่น กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก กระดูกอ่อน ข้อ เหงือก ฟัน ตา หลอดเลือด ผิวหนัง และเนื้อเยื่อที่เกี่ยวกับการยึดเหนี่ยว (ligaments)

          คอลลาเจน นี้จะช่วยให้โครงสร้างของร่างกายแข็งแรง มีหน้าที่ในการป้องกันอวัยวะต่างๆในร่างกาย และเชื่อมอวัยวะต่างๆให้อยู่ด้วยกัน ทำให้มีความยืดหยุ่นดี เช่น ช่วยให้ข้อต่อต่างๆ ขยับหรือเคลื่อนไหวไปมาไม่ติดขัด โดยเฉพาะจำเป็นต่อเนื้อเยื่อของกระดูกอ่อนบริเวณข้อในการรับน้ำหนักและขยับ เคลื่อนไหวไปมาในอิริยาบถต่างๆ เช่น เดินหรือวิ่ง เป็นต้น โดยในร่างกายของคนเราพบว่ามีโปรตีนอยู่มากมาย แต่มีประมาณ 33% ของโปรตีนทั้งหมดในร่างกายจะเป็น collagen และยังเป็นองค์ประกอบถึงร้อยละ 75 ของผิวหนัง จึงเป็นตัวที่ช่วยให้ผิวหนังหรือผิวพรรณเกิดความชุ่มชื้น นุ่มนวล ดูสดใส กระชับและเต่งตึงขึ้น ซึ่งคอลลาเจนที่พบในส่วนของผิวนี้จะพบที่ชั้นหนังแท้ (dermis) ซึ่งเป็นผิวชั้นที่ 2 ที่อยู่ใต้ชั้นหนังกำพร้าและเป็นคอลลาเจนชนิดที่ 1,3 และ 4  ชนิดที่พบในกระดูกอ่อนตรงข้อจะเป็นคอลลาเจนชนิดที่ 2

          ในเวลาต่อมาจึงได้มีการนำสารสกัดคอลลาเจนมาใช้ประโยชน์ในรูปของคอลลาเจน ไฮโดรไลเซต (collagen hydrolysate) คือ มีชนิดที่สกัดมาเพื่อใช้สำหรับบำรุงผิว ลดริ้วรอยต่างๆ กับอีกชนิดหนึ่งที่สกัดมาเพื่อใช้สำหรับบำรุงข้อ ซึ่งทั้ง 2 ชนิดนี้จะแตกต่างกัน โดยได้มีการศึกษา ค้นคว้า และทดลองสกัดคอลลาเจนชนิดที่ 2 จากกระดูกอ่อนของหมูในรูปของผง แล้วนำมาใช้ประโยชน์ในโรคข้อเสื่อม ผลก็คือเมื่อให้รับประทานวันละ 10 กรัม เป็นเวลา ต่อเนื่องกัน 3 เดือนขึ้นไป

          พบว่าไม่เพียงแต่คอลลาเจน ไฮโดรไลเซต (collagen hydrolysate) จะสามารถเข้าไปทดแทนในเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนได้ ยังมีคุณสมบัติไปกระตุ้นให้มีการสังเคราะห์คอลลาเจนชนิดที่ 2 ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในกระดูกอ่อนตรงข้อต่อเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย พร้อมๆกับอาการปวดข้อและข้อยึดนั้นลดน้อยลงได้ เมื่อรับประทานคอลลาเจน ไฮโดรไลเซต  (collagen hydrolysate) ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไป คือ จะช่วยทำให้การเคลื่อนไหวของข้อดีขึ้น

          นอกเหนือจากคอลลาเจน ไฮโดรไลเซต  (collagen hydrolysate) ช่วยลดปัญหาเรื่องข้อเสื่อมได้แล้ว ยังมีประโยชน์ในผู้ที่มีปัญหาเรื่องกระดูก เช่น ในผู้หญิงวัยทองที่จำเป็นจะต้องเสริมแคลเซียม และจำเป็นต้องใช้ยาที่ป้องกันการสลายตัวของแคลเซียม จากกระดูกพบว่าคอลลาเจน มีส่วนช่วยให้กระดูกแข็งแรงขึ้น และลดการสลายแคลเซียมจากกระดูกได้ดีกว่าการใช้ยา แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น จึงเป็นมิติใหม่อีกมิติหนึ่งของการนำคอลลาเจน ไฮโดรไลเซต  (collagen hydrolysate) มาใช้ประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องของข้อเสื่อมนอกเหนือจากเรื่องของผิวได้

          ดังนั้น การที่จะรับประทานคอลลาเจน ไฮโดรไลเซต  (collagen hydrolysate)  ชนิดไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ว่าจะใช้ประโยชน์กับส่วนไหน เช่น ผิว หรือ ข้อ เพราะจะเป็นคอลลาเจน ที่แตกต่างกัน เนื่องจากที่ผิวหนังจะเป็นคอลลาเจนชนิดที่ 1 ,3 และ 4 ส่วนที่ข้อจะเป็นชนิดที่ 2 อีกทั้งส่วนประกอบสำคัญของข้อ จะแตกต่างจากผิวและอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย คือ จะประกอบไปด้วยน้ำ 60% โปรติโอไกลแคน (proteoglycan) 10% และ คอลลาเจนชนิดที่ 2 30% รวมทั้งจะแตกต่างกันทั้งขนาดและปริมาณที่จะรับประทานเพื่อให้เกิดผลตามที่ต้องการด้วย

โดย ภก.ประวิทย์ ตันติสุวิทย์กุล
ที่ปรึกษาองค์การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการสาธารณสุข
ที่มา : วารสารสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) ฉบับที่ 27 สิงหาคม 2549